ขับรถหน้าฝนปลอดภัย-ห้ามใช้ไฟฉุกเฉินพร่ำเพรื่อ

คนขับรถหลายคนยังมีความเชื่อผิด ๆ ในการใช้งานไฟฉุกเฉินเวลาฝนตก เพราะคิดว่าจะช่วยให้ขับขี่ปลอดภัยยิ่งขึ้น ถ้ารถของตนเองมีสัญญาณไฟฉุกเฉินกะพริบอยู่จะได้เป็นที่สังเกตของรถคันอื่น เพื่อให้ระมัดระวังในการขับรถยิ่งขึ้น แต่รู้หรือไม่ว่าการทำเช่นนี้ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุยิ่งขึ้นกว่าเดิม
 

 ทำไมไม่ควรใช้ไฟฉุกเฉินพร่ำเพรื่อ 

       ไฟฉุกเฉินซึ่งเป็นไฟกะพริบซ้าย-ขวานั้น มีไว้สำหรับรถที่ต้องการขอความช่วยเหลือ หรือรถที่จอดอยู่ข้างทาง เพื่อเป็นสัญญาณในการบอกตำแหน่งรถให้คันอื่นได้ทราบว่ารถของคุณจอดอยู่ และเป็นการแจ้งให้รถคันอื่นขับเบี่ยงเลนออกไป เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ หรือการจราจรติดขัดเพราะไม่ทราบว่ารถชองคุณจอดอยู่

        การที่คุณเปิดไฟฉุกเฉินในขณะที่ฝนตกทั้งที่รถกำลังเคลื่อนที่อยู่นั้น จึงทำให้รถที่ขับตามมาเกิดความสับสนได้ และอาจทำให้รถที่จอดเสียอยู่จริง ๆ ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่นด้วย เพราะเข้าใจว่ารถวิ่งได้ตามปกติเหมือนคันอื่น นอกจากนี้ เวลาที่ต้องการเปิดไฟเลี้ยวซ้าย หรือเลี้ยวขวา คันอื่นที่ขับรถตามมาก็จะไม่เห็นสัญญาณไฟเลี้ยวด้วย เพราะคุณยังเปิดไฟฉุกเฉินอยู่ จึงอาจทำให้เข้าใจผิดคิดว่ารถกำลังขับตรงไปข้างหน้าได้ และหากรถที่ตามหลังมาไม่ทันได้ชะลอรถ หรือมีระยะห่างมากพอ ก็อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุโดยไม่คาดคิดขึ้นได้
 

ข้อแนะนำในการขับขี่ปลอดภัย แม้ขับรถขณะฝนตก 

1.ไม่ควรขับรถเร็วเกินไปและควรเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าในระยะที่สามารถเหยียบเบรกได้โดยไม่กระชั้นชิดเกินไปนัก เพื่อเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ

.

2.เปิดไฟส่องสว่างหน้ารถเพื่อเพิ่มทัศนวิสัยในการขับรถ และเพื่อให้เพื่อนร่วมทางที่ขับตามหลังมาสังเกตเห็นและสามารถกะระยะห่างจากรถของคุณได้อย่างเหมาะสม

.

3.ไม่ควรเปลี่ยนเลนไปมาในขณะที่ฝนตก เพราะถนนนเปียกลื่นอาจทำให้รถเสียหลักและลื่นไถลไปชนกับคันอื่นได้

.

4.เปิดที่ปัดน้ำฝนให้มีความแรงพอเหมาะกับระดับฝนที่ตกลงมา เพื่อช่วยเพิ่มทัศนวิสัยให้กับผู้ขับขี่มากขึ้นและหากยางปัดน้ำฝนเริ่มเสื่อมสภาพ ให้รีบเปลี่ยนใหม่ทันที เพราะส่งผลต่อการมองเห็นทางได้

.

5.หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีแอ่งน้ำท่วมขัง เพราะหากยางรถยนต์เสื่อมสภาพ อาจส่งผลให้รถของคุณเสียหลักจนไปชนคันอื่นจนเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้

.

6.หากฝนตกหนักมาก ไม่ควรฝืนขับรถโดยไม่จำเป็น เนื่องจากเวลาที่ฝนตกนั้นจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังในการขับรถมากเป็นพิเศษ แต่ถ้าฝืนขับต่อไปโดยที่มองไม่เห็นทางข้างหน้าได้ชัดเจน ก็อาจเกิดอันตรายต่อผู้ขับขี่และเพื่อนร่วมทางคันอื่น ๆ